การเปิดหอพักให้ถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งสำคัญที่เจ้าของอาคารต้องทำคือการ จดทะเบียนทำหอพัก ก่อนเริ่มดำเนินกิจการจริง เพราะตามกฎหมายแล้ว หากบุคคลใดจัดสถานที่เพื่อรับผู้พักเข้าพักอาศัยและมีการเรียกเก็บค่าเช่า จะถือว่าเป็นการประกอบกิจการหอพักทันที ดังนั้นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ขั้นตอนการจดทะเบียนหอพักเป็นไปอย่างราบรื่นและลดโอกาสที่เอกสารหรือรายละเอียดอาคารจะไม่ผ่านการพิจารณา ดังนั้นในบทความนี้จึงสรุปเป็น Checklist พร้อมรายละเอียดสำคัญที่เจ้าของหอพักควรรู้ก่อนยื่นเรื่องจดทะเบียนหอพัก
* Renthub อยากบอก 📢
อันดับแรกคุณจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการทำธุรกิจนี้ให้ดีเสียก่อน เพราะเชื่อว่าหลายคนมักติดปากกับการเรียกอพาร์ทเม้นท์ ว่าหอพัก ซึ่งแท้ที่จริงแล้วตามเนื้อความของ พ.ร.บ. หอพัก 2558 นั้นมีความแตกต่างกัน เพราะถ้าขึ้นชื่อว่า “หอพัก” จะหมายถึงสถานที่ให้กลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรี มีอายุไม่เกิน 25 ปี เข้าพัก ส่วนในรูปแบบการเรียกเก็บค่าเช่านั้นจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนด แต่ถ้าเป็น “อพาร์ทเม้นท์” จะเป็นอาคารที่ถูกควบคุมด้วยราชกิจจานุเบกษาฉบับใหม่ 2561 โดยระบุว่าเป็น “ห้องพัก บ้าน อาคารชุด อพาร์ทเม้นท์ หรือสถานที่พักอาศัย ที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่จัดขึ้นสำหรับการให้เช่าเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย แต่ไม่รวมถึงหอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก และโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม”
จดทะเบียน หอพัก VS อพาร์ทเม้นท์ แตกต่างกันอย่างไร ?
1. ตรวจสอบก่อนว่าอาคารของคุณเข้าข่าย “หอพัก” ตามกฎหมายหรือไม่ ?
ก่อนจะเริ่มขั้นตอนจดทะเบียนหอพักเจ้าของอาคารควรเข้าใจก่อนว่ากฎหมายกำหนดความหมายของหอพักไว้อย่างชัดเจน คือ สถานที่ที่จัดไว้ให้บุคคลเข้าพักอาศัยและมีการเก็บค่าเช่า
อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้จะไม่ใช้บังคับกับหอพักของหน่วยงานรัฐบางประเภท เช่น หอพักที่อยู่ภายใต้กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่สถานศึกษา นอกจากนี้ หอพักตามกฎหมายยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
ดังนั้นก่อนดำเนินการจดทะเบียนหอพักเจ้าของอาคารควรกำหนดประเภทหอพักให้ชัดเจน เพราะจะต้องติดป้ายแสดงชื่อหอพักชายหรือหอพักหญิงไว้อย่างเปิดเผย และต้องสามารถมองเห็นได้ชัดจากภายนอกอาคาร
2. ตรวจสอบคุณลักษณะของอาคารให้ตรงตามมาตรฐานหอพัก
อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญก่อนจดทะเบียนหอพักคือ…การตรวจสอบว่าอาคารของคุณมีลักษณะตรงตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ? เพราะหอพักจะต้องมีมาตรฐานด้านพื้นที่ การใช้งาน และความปลอดภัยที่ชัดเจนดังนี้
- ต้องแยกประเภทของหอพักไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นหอพักชายหรือหอพักหญิง โดยติดป้ายชื่อหอพักชายหรือหญิงไว้อย่างเปิดเผย และเห็นได้ง่ายจากภายนอกอาคาร
- ห้องนอน ต้องมีขนาด ความจุอากาศไม่น้อยกว่าเก้าลูกบาศก์เมตร ต่อผู้พักหนึ่งคน ผู้พักที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี สองคนให้นับเป็นหนึ่งคน
- ห้องน้ำ ต้องมีพื้นที่ห้องซึ่งไม่ดูดน้ำจากใต้พื้นและไม่มีน้ำขัง
- ห้องส้วมต้องมีส้วมแบบส้วมซึม พื้นห้องไม่ดูดซึมน้ำจากใต้พื้นและไม่มีน้ำขัง
- ห้องต้อนรับผู้เยี่ยมเยือน ต้องมีเนื้อที่ของพื้นห้องไม่น้อยกว่า 8 ตารางเมตร
- ห้องอาคาร ต้องมีเนื้อที่ของพื้นห้อง ไม่น้อยกว่า 9 ตารางเมตร
- ทุกห้องต้องมีช่องแสงสว่างและช่องระบายอากาศถ่ายเทได้สะดวก
- ต้องมีบันไดหนีไฟสำหรับอาคารตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไปและอาคาร 3 ชั้นที่มีชั้นลอยเป็นห้องพัก หน้าต่างเหล็กดัดต้องสามารถเปิดออกไปยังบันไดหนีไฟได้ทุกชั้น ยกเว้นถ้าอาคารดังกล่าวมีบันไดขึ้นลงสองทางไม่ต้องจัดทำบันไดหนีไฟ
- ต้องติดตั้งเครื่องดับเพลิงทุกชั้นๆละ 1 เครื่อง ในกรณีที่มีหอพักขนาดใหญ่ อาจมีระบบเตือนภัย เมื่อมีกรณีฉุกเฉินหรือมีภัยอันตราย ผู้พักสามารถใช้ได้ทันที
- บริการพิเศษ เช่น ยาสามัญประจำบ้าน น้ำดื่มที่สะอาด ห้องพักผ่อนมีหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และวิดิทัศน์ให้ชมตามโอกาสอันสมควร หรืออาจจะจัดทำเป็นห้องสมุด ห้องกีฬาในร่ม หรือห้องปฏิบัติศาสนกิจแล้วแต่จะเห็นสมควร
การตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้ก่อนจดทะเบียนทำหอพักจะช่วยลดปัญหาในขั้นตอนการตรวจสอบอาคารจากหน่วยงานรัฐ
3. ตรวจสอบระบบความปลอดภัยของอาคาร
อีกเรื่องที่สำคัญมากก่อนการจดทะเบียนทำหอพักคือระบบความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งกฎหมายกำหนดมาตรฐานไว้ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะในอาคารที่มีหลายชั้น ตัวอย่างข้อกำหนดด้านความปลอดภัย อาทิ
- อาคารตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป ต้องมีบันไดหนีไฟ
- อาคาร 3 ชั้นที่มีชั้นลอยเป็นห้องพัก ต้องมีบันไดหนีไฟเช่นกัน
- หน้าต่างที่ติดเหล็กดัด ต้องสามารถเปิดออกไปยังบันไดหนีไฟได้ทุกชั้น
อย่างไรก็ตาม หากอาคารมีบันไดขึ้นลง 2 ทางอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องติดตั้งบันไดหนีไฟเพิ่มเติม นอกจากนี้หอพักต้องติดตั้งเครื่องดับเพลิงทุกชั้น อย่างน้อยชั้นละ 1 เครื่อง และในกรณีที่เป็นหอพักขนาดใหญ่ อาจต้องมีระบบเตือนภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้พักอาศัยสามารถใช้งานได้ทันที
4. เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานภายในหอพัก
นอกจากเรื่องโครงสร้างอาคารแล้ว หอพักยังควรมีบริการพื้นฐานเพื่อรองรับผู้พักอาศัยด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรเตรียมให้พร้อมก่อนจดทะเบียนทำหอพัก ตัวอย่างบริการที่พบได้ในหอพัก เช่น ตู้กดน้ำดื่ม เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ที่จอดรถ ฯลฯ
ซึ่งบางหอพักอาจมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม เช่น ฟิตเนส สระว่ายน้ำหรือพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงห้องสำหรับปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการบริหารจัดการของหอพักแต่ละแห่ง แม้สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่ข้อบังคับทั้งหมด แต่การเตรียมไว้ก่อนจดทะเบียนทำหอพักจะช่วยเพิ่มมาตรฐานและความน่าเชื่อถือให้กับหอพักได้มากขึ้น
5. เตรียมเอกสารสำหรับการจดทะเบียนทำหอพักให้ครบ
หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการจดทะเบียนทำหอพักคือ... การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพราะหากเอกสารไม่ครบ อาจทำให้การยื่นเรื่องล่าช้าได้
เอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่...
- แบบคำร้อง (แบบพิมพ์หมายเลข 7)
- แบบ พ.1 คำขออนุญาตตั้งหอพัก
- แบบ พ.2 คำขออนุญาตเป็นผู้จัดการหอพัก
- หนังสือแต่งตั้งผู้จัดการหอพัก (กรณีเจ้าของและผู้จัดการไม่ใช่คนเดียวกัน)
- ระเบียบประจำหอพัก
- รูปถ่ายเจ้าของและผู้จัดการหอพัก ขนาด 3 นิ้ว อย่างละ 2 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ / พนักงานรัฐวิสาหกิจ
- ใบรับรองแพทย์
นอกจากนี้ยังต้องมี แบบแปลนอาคารจำนวน 2 ชุด ซึ่งประกอบด้วย
- รูปด้านหน้าและด้านข้างของอาคาร
- แปลนพื้นแต่ละชั้น (แสดงห้องพัก ห้องน้ำ ทางเดิน ประตู หน้าต่าง พร้อมขนาด)
- แผนที่สังเขปแสดงตำแหน่งที่ตั้งหอพัก
การเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้ครบตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนทำหอพักจะช่วยให้ขั้นตอนการยื่นเรื่องดำเนินการได้เร็วขึ้น
6. ตรวจสอบค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนทำหอพัก
อีกเรื่องที่เจ้าของหอพักควรรู้ก่อนจดทะเบียนทำหอพัก คือ ค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาต ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของหอพัก
ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการหอพัก
- ไม่เกิน 50 ห้อง หรือพื้นที่รวมไม่เกิน 1,000 ตร.ม. ค่าธรรมเนียม 3,000 บาท
- เกิน 50 ห้อง แต่ไม่เกิน 100 ห้อง หรือพื้นที่รวมเกิน 1,000 แต่ไม่เกิน 2,000 ตร.ม. ค่าธรรมเนียม 4,000 บาท
- เกิน 100 ห้อง หรือพื้นที่รวมเกิน 2,000 ตร.ม. ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท
ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผู้จัดการหอพัก
- หอพักขนาดเล็ก 500 บาท
- หอพักขนาดกลาง 750 บาท
- หอพักขนาดใหญ่ 1,000 บาท
ใบอนุญาตประกอบกิจการหอพักเอกชนมีอายุ 5 ปีนับจากวันที่ออกใบอนุญาต และสามารถต่ออายุได้ โดยค่าธรรมเนียมการต่ออายุจะคิดครึ่งหนึ่งของค่าธรรมเนียมเดิม
7. รู้สถานที่ยื่นเรื่องจดทะเบียนทำหอพัก
ก่อนดำเนินการ จดทะเบียนทำหอพัก เจ้าของอาคารควรทราบสถานที่ยื่นเรื่องด้วย เพื่อเตรียมเอกสารและนัดหมายได้สะดวก
สถานที่ติดต่อ ได้แก่
- กรุงเทพมหานคร : ยื่นเรื่องที่สำนักงานเขตในพื้นที่ (งานหอพัก)
- ต่างจังหวัด : ติดต่อองค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาลในพื้นที่
การจดทะเบียนทำหอพักไม่ใช่แค่การยื่นเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตรวจสอบทั้งตัวอาคาร มาตรฐานความปลอดภัย และการจัดการภายในหอพักให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด หากเจ้าของอาคารเตรียมทุกอย่างให้พร้อมตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะของหอพัก เอกสาร แบบแปลนและค่าธรรมเนียม ขั้นตอนการ จดทะเบียนทำหอพัก ก็จะผ่านได้ง่ายและใช้เวลาน้อยลง ดังนั้นใครที่กำลังวางแผนเปิดหอพัก ดังนั้นการเช็ก Checklist ก่อนยื่นเรื่อง ถือเป็นวิธีที่ช่วยลดปัญหาได้มาก และยังช่วยให้หอพักของคุณเปิดดำเนินการได้อย่างมั่นใจ ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มให้บริการผู้พักอาศัย
สำหรับเจ้าของหอพัก/อพาร์ทเม้นท์ท่านใด ที่ต้องการปล่อยเช่าห้องว่างและต้องการให้หอพักของคุณเข้าถึงกลุ่มผู้เช่าได้มากขึ้น คุณก็สามารถมาลงประกาศได้ฟรีที่ Renthub : No.1 Apartment Platform in Thailand 🇹🇭
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
: เจ้าของอพาร์ทเม้นท์(หอพัก)ต้องยื่นภาษีแบบไหน? ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.94
: วิธีคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับหอพักแบบเข้าใจง่าย
: ทำไมหอพัก/อพาร์ทเม้นท์ส่วนใหญ่ถึงมีแค่ 7-8 ชั้น ?